ในการปลูกมะละกอฮอลแลนด์เพื่อการค้านั้นสิ่งที่จะทำให้เกษตรกรไทยประสบผลสำเร็จนั้น คือการจัดการในแปลงมะละกอของเกษตรกรเอง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เรื่องดิน ปุ่๋ย การให้น้ำ การจัดการเรื่องโรคและแมลง และเทคนิคการเพิ่มผลผลิตโดยการใช้ ฮอร์โมน อาหารเสริม ทางใบเพื่อสร้างขนาดและรสชาติให้ตรงตามความต้องการของตลาด รวมไปถึงการดูแลให้สวนมะละกอสามารถเก็บได้ยาวนาน ซึ่งแน่นอนหากทำอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดได้ครบถ้วน ต้นทุนการผลิตมะละกอต่อกิโลกรัมไม่น่าจะเกิน 3 บาท ดั้งนั้นหากราคาเหลือ 5 บาทก็ยังพอเหลือกำไร แต่หากเกษตรกรไทย ยังตั้งความหวังกับ ยาบางตัว ฮอรโมนอาหารเสริมบางยี่ห้อ แร่บางอย่าง ปุ๋ยบางยี่ห้อ มากเกินไป(จากการโฆษณาชวนเชื่อทางสื่อต่างๆ มากมาย แถมราคายังแพงมหาโหด) โดยไม่ได้ใช้การจัดการในสวนโดยองค์รวม เห็นสวนดังๆในสื่อใช้สารตัวนั้นแล้วประสบผลสำเร็จก็ไปใช้ตาม ลงทุนมากมายมะละกอราคาร่วงเลยอยู่กันลำบาก
บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่ได้เที่ยวชม ให้คำแนะนำ เสนอขายสินค้า ตั้งแต่สวนขนาดเริ่มต้นแบบชาวบ้าน ไปจนถึงสวนรายใหญ่ๆ พบว่าปัญหาที่มักจะเกิดกับเกษตรกรมือใหม่คือการไม่รู้จะแก้ปัญหาในสวนอย่างไร จึงมีความคิดว่าจะเขียนบล็อกออกแนวกลางๆเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่สนใจจะปลูกมะละกอ หรือผู้ที่กำลังประสบปัญหาโรคและแมลง คุณภาพผลผลิตไม่ดีอยู่ ได้เข้ามาอ่านเพื่อเป็นข้อมูลในการที่จะใช้ตัดสินใจและแก้ปัญหาดังกล่าว อาจมีการขายสินค้าบ้าง(ของผม)แต่ก็เป็นทางเลือกทางหนึ่งเท่านั้น ข้อมูลอ้างอิงจากตำราและประสบการณ์บ้าง อาจไม่เป็นวิชาการมากนัก แต่เหนือสิ่งอื่นใด หลักวิชาการก็เป็นเพียงแค่หลัก แต่การที่จะปลูกมะละกอประสบผลสำเร็จได้นั้นขี้นอยู่กับเกษตรกรเอง เอาละมาเริ่มต้นกัน
การจัดการเรื่องดินก่อนปลูกมะละกอ
มะละกอฮอลแลนด์ขี้นได้ดีให้ผลผลิตดีในสภาพดินร่วนหรือร่วนปนทรายการระบายน้ำดี แน่นอนคนที่มีพื้นที่แบบนี้ประสบผลสำเร็จไปแล้วเกือบครี่ง แต่ถ้ามีพื้นที่ดิน ทรายจัด ดินเหนียว หล่ะ จะปลูกมะละกอต้องทำงัย มาดูกันเลย
1 ดินทรายจัดขาดอินทรีย์วัตถุุไม่มีตัวอุ้มปุํย ทำให้ใส่ปุ๋ยเปลืองเพราะสูญเสียเยอะ ก่อนปลูกต้องหาขี้ไก่แกลบ ขี้หมู ขี้วัว เตรียมรองพิ้น ให้ดีก่อนปลูก
2 ดินเหนียวที่ออกสีเกือบขาว แข็งตัวแล้วแน่น นอกจากต้องหาปู๋ยคอกมารองพื้นก่อนปลูก(หากเป็นขี้ไก่ใหม่ๆควรหว่านรองพื้นอย่างน้อยๆ ครึ่งเดือนก่อนย้ายกล้าปลูก) ยังต้องหาสารพวก ยิบซั่ม เพอไรท์ ภูไม่ท์ มาหว่านเพื่อลดการเกาะตัวกันแน่นของดิน แถบยังปรับความเป็นกรด-ด่างได้อีกด้วย
3 ดินทุกชนิดที่จะปลูกมะละกอ (ยกเว้นดินที่วัดความเป็นกรดด่างแลัวพบว่าเป็นด่างจัด) ทั้งปลูกซ้ำที่เก่าหรือบุกที่่ใหม่ ควรฆ่าเชื้อในดินและปรับความเป็นกรดในดิน ด้วยปูนขาว อัตราการใช้ต่อไร่ขี้นอยู่กับความเป็นกรดpH ง่ายเลยถ้าบุกที่ใหม่อาจใส่แค่ 30-50 กก/ไร่ หากที่ปลูกซ้ำที่เดิมก็ใช้เยอะหน่อย ประมาณ 100-150 กก/ไร่ ก็จะช่วยลอปัญหาโรครากเน่าในมะละกอได้ เพราะเชื่อรา ไฟทอปฯ เจริญได้ดีในดินเป็นกรด แต่การใส่ปูนต้องใส่ก่อนปลูก 3-4 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าปลูก หากปลูกก่อน ถ้าไม่ตายก็ไม่โต เพราะในช่วงทีปฎิกิริยาปูนในดินไม่จบ ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชจะถูกตรึงพืชเอามาใช้ไม่ได้ ก็เลยเหลือง
ระยะปลูกมะละกอที่เหมาะสม
ระยะปลูกมะละกอที่นิยมกันนั้นจะเป็นระยะ 2.5x2.5เมตร และระยะ 3x2.5เมตร
แต่ที่เหมาะสมคือระยะระหว่างแถว 3เมตร ระยะระหว่างต้น 2.5 เมตร เพราะการจัดการเรื่องโรคและแมลงทำไดดีกว่า การปลูกหากเป็นพื้นราบควรยกร่องสูงเพื่อระบายน้ำและกันน้ำท่วมราก ในที่ลาดระบายน้ำดียกร่องไม่ต้องสูงมากแต่เน้นการระบายน้ำที่ดี
ปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก สูตรใหนดี
หากพื้นที่เป็นดินทราย ปุ๋ยใส่ให้ครบสูตรก็ดี เช่นสูตร 15-15-15, 25-7-7, 16-8-8 หรือสูตรอื่นๆที่มีสัดส่วนประมาณนี่ ตามกำลังทรัพย์ ส่วนดินเหนียว ดินร่วน จะใส่ตามนี้ก็ได้ หรือจะใส่แค่ 46-0-0,30-0-0,21-0-0 ก็แล้วแต่ความชอบ
การย้ายกล้าลงปลูก
หลังจากเดรียมดินปลูกขุดหลุมปลูกดีแล้ว จำนวนต้นที่ปลูกก็จะมีตั้งแต่2-4 ต้น ปลูกเผื่อเพื่อค้ดดอก และสายพันธุ์ เพราะว่าหากซื่อเมล็ดมาผ่าเอง ต้องปลูกเยอะหน่วยเผื่อคัดพันธุ์ด้วยหากมีก้าน11 แฉกและมีใบย่อยตั้งขึ้นหนึ่งใบก็ตรงพันธุ์ ที่เหลือก็คัดดอก ที่พูดอย่างนี้เพราะ พันธุ์มะละกอฮอลแลนด์เป็นลูกผสมเปิด (OP)ครับหากไม่ทำตามหลักการคัดพันธุ์คือซื้อมะละกอจากตลาดมาแล้วผ่าเอาเมล็ดมาปลูกก็ต้องเสี่ยงเอา ส่วนพันธุ์ที่ซื้อมาเป็นกระป๋องหรือจากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพก็ปลูกแค่ 2 ต้นก็พอ
การคัดเพศดอกมะละกอ
คัดเพศมะละกอได้ตรงประสบผลสำเร็จได้เกินครีง
เพราะดอกมะละกอมีอยู่ 3 ชนิด คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย ดอกกระเทยหรือดอกสมบูรณ์เพศ
ดอกที่ให้ผลตรงตามสายพันธุ์คือผลคล้ายฟักอ่อนคือ ดอกกระเทย ส่วนดอกตัวเมียจะให้ผลกลมไม่ตรงพันธุ์ ดอกกระเทยนั้น จะมีทั้งเกษรตัวผู้และเกษรตัวเมียในดอกเดียวกัน ส่วนดอกตัวเมียนั้นจะมีแต่เกษรตัวเมีย มาดูตามรูป ก็แล้วกัน